สรุปผลการประชุมสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
    จังหวัดกรุงเทพมหานคร สุราษฎร์ธานี เพชรบุรี มหาสารคาม
    นครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง :
    ข้อเสนอเรื่อง ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

    สำนักงานปฏิรูปวิชาชีพครู (สปค.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้ดำเนินงานเพื่อเตรียมการปฏิรูปการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวด 7 ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา โดยเริ่มต้นจากดำเนินการวิจัยเอกสารเรื่อง ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อศึกษา ประมวลความรู้ ความคิด และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมข้อเสนอเชิงกลยุทธเพื่อการจัดระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสำหรับประเทศไทยในประเด็นที่เกี่ยวกับ
    1) กลุ่มเป้าหมาย
    2) วิสัยทัศน์ในการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
    3) หลักการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
    4) ประเภทของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
    5) คุณสมบัติของครูที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนหรือสมัครขอรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพครู
    6) เส้นทางการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู : สภาครู
    7) ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและค่าตอบแทน
    8) แนวทางการดำเนินงานให้ครูเข้าสู่ระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
    9) การออกและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การออกใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพครูสามารถนำไปสู่การปฏิบัติ
    10) การประเมินและการพัฒนาครู
    ดังนั้น เพื่อให้ครู ผู้บริหารการศึกษา รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับรู้และให้ข้อคิดเห็น เสนอแนะเพิ่มเติมต่อข้อเสนอจากงานวิจัย และนำไปสู่การปรับปรุงแนวทางในการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สำนักงานฯ ได้ประสานและร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู (ก.ค.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และสถาบันราชภัฏในส่วนภูมิภาค จัดให้มีการประชุมสัมมนาเพื่อนำเสนอผลการวิจัยและ รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในกรุงเทพมหานครและ 4 ภูมิภาค รวม 5 ครั้ง ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา ประมาณ 1,100 คน

              ข้อเสนอแนะจากการประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นทั้ง 5 ครั้ง มีประเด็นสำคัญ สรุปได้ดังนี้

    1. บทบาทของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
    ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูมีบทบาทในการส่งเสริมประกันคุณภาพการศึกษา และยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครู เป็นการพัฒนาครูให้มีคุณภาพมากขึ้น อีกทั้งเป็นการกระตุ้นและจูงใจให้ผู้มีความสามารถมาประกอบวิชาชีพครูเพิ่มขึ้น ให้โอกาสแก่ครูในการพัฒนาตนเอง สร้างอุดมการณ์ในการเป็นครู เพิ่มความรู้ความสามารถและความเป็นครู สามารถสร้างความเชื่อถือ ศรัทธาต่อวิชาชีพครูจากสังคมให้กลับคืนมา มีความเสมอภาคในการประกอบวิชาชีพครู และลดความไม่เท่าเทียมของคุณภาพครู
                   
    2. ลักษณะของสภาครู
    สภาครูควรเป็นสภาเดียว ที่ทำหน้าที่ครอบคลุมทั้งวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ ตามมาตรา 53 ทั้งนี้เพื่อความเป็นเอกภาพทางด้านนโยบาย การบริหาร และมาตรฐานของวิชาชีพ ตลอดจนการมีอำนาจต่อรองสูง ในการนี้ควรจะเป็นการจัดตั้งสภาครูขึ้นใหม่ อาจให้ชื่อว่าสภาวิชาชีพทางการศึกษา สภาครู สภาบุคลากรทางการศึกษาแห่งชาติ หรือสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา
                   
    3. อำนาจหน้าที่ของสภาครู
    1) การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
    2) การออก การบังคับใช้จรรยาบรรณครู
    3) การพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
    4) การพัฒนาวิชาชีพครู
    5) การพัฒนาครู
    6) การรับรองสถาบันการผลิตครู
    7) การรับรองหลักสูตร และโปรแกรมการผลิตครู
    8) การคุ้มครอง และพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของครู
                   
    4. โครงสร้างองค์กรของสภาครู
    1) ให้มีสภาครูบุคลากรทางการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่กำหนดกรอบนโยบาย กำกับดูแลการทำงานของสภาเขต ประสานงานกับรัฐบาล และองค์กรต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และอำนวยความสะดวกในการทำงานแก่สภาเขต ส่วนสภา-เขต มีอำนาจหน้าที่กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออก พักใช้ และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กำกับรวมทั้งพัฒนาวิชาชีพครู ตลอดจนคุ้มครองพิทักษ์เสรีภาพของครู หรือ
    2) ให้มีสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งประกอบด้วยองค์กรย่อย 3 องค์กร คือ องค์กรวิชาชีพครู องค์กรวิชาชีพผู้บริหาร และองค์กรวิชาชีพบุคลากร ผู้สนับสนุนการศึกษา และให้มีองค์กรดังกล่าวระดับเขตพื้นที่การศึกษา ประกอบด้วยกรรมการ 3 ชุด คือ คณะกรรมการสายผู้สอน คณะกรรมการสายผู้บริหารการศึกษา และคณะกรรมการสายบุคลากรอื่น โดยคณะกรรมการแต่ละชุด ควรมาจากสาขาวิชาชีพของตนเอง ไม่จำเป็นต้องมีผู้บริหารจากรัฐหรือผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ
    3) ให้มีองค์กรวิชาชีพครู เป็นองค์กรมหาชน ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออก และเพิกถอนใบอนุญาต กำกับ รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพ โครงสร้างการบริหารจัดการองค์กร ประกอบด้วย
           3.1) สมาชิกระดับเขต ๆ ละ 1 คน จำนวน 327 เขต โดยใช้วิธีคัดสรรและเลือกตั้ง อยู่ในวาระ 4 ปี
           3.2) สมาชิกแบ่งเป็น 2 ประเภท โดยการแต่งตั้งและเลือกตั้ง สมาชิกแต่งตั้งมีจำนวนกึ่งหนึ่งของสมาชิกเลือกตั้ง
           3.3) เลือกจากสมาชิกตามสัดส่วนจาก 3 กลุ่ม คือ ครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา
           3.4) ใช้วิธีการของคุรุสภา มีคณะกรรมการข้าราชการไม่เกิน 30 คน
           3.5) สภาครูหรือสถาบันจ้างคนไม่เกิน 30 คน โดยจัดสรรตามภาคภูมิศาสตร์ 5 ภาค ภาคละ 1 คน จากทั้ง 3 กลุ่ม ๆ ละ 1 คน จำนวนกรรมการจากการเลือกตั้ง และแต่งตั้งเท่ากัน มีสภาล่างเลือกตั้งโดยตรง 15 คน
           
    5. สมาชิกของสภาครู
    1) ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน
    2) บุคลากรทางการศึกษาอื่นที่ต้องมีใบอนุญาต
    3) อาจารย์ สถาบันครุศึกษา หรือสถาบันผลิตครู
    4) นิสิต นักศึกษา ครู
    5) บุคลากรอื่นที่ปฏิบัติงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรวิชา-ชีพครู
           
    6. สมาชิกของคณะกรรมการบริหารสภาครู
    สภาครูควรมีคณะกรรมการบริหาร 20-30 คน โดยมีผู้แทนครู ผู้แทนผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนผู้ผลิต ผู้แทนผู้ใช้ ผู้แทนผู้รับประโยชน์ และผู้ที่เกี่ยวข้องโดยให้มีผู้แทนครูอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการ
           
    7. กองทุนพัฒนาครู
    สมควรมีกองทุนพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการส่งเสริมคุณภาพครู และยกระดับมาตรฐานทางวิชาชีพ ทั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 52
           
    8. รูปแบบการพัฒนาครู
    1) ตามที่ตกลงระหว่างครูกับสถานศึกษา
    2) ส่งเสริมให้ครูเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษา
    3) เปิดโอกาสให้เข้ารับการอบรมอย่างน้อยปีละ 5 วัน
    4) รัฐจ้างหน่วยงานภายนอกมาพัฒนาครู
    5) ให้ครูพัฒนาตนเองตามจิตสำนึกความเป็นครู
           
    9. เส้นทางความก้าวหน้าแห่งวิชาชีพครู
    เส้นทางความก้าวหน้าแห่งวิชาชีพครูแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ครูปฏิบัติการ ครูชำนาญการ ครูเชี่ยวชาญ ครูเชี่ยวชาญพิเศษ และครูผู้ทรงคุณวุฒิ
    ควรมีการผลิตครู 2 ระดับ คือ บัณฑิตทางการศึกษา ระดับปริญญาตรี ใช้เวลาในการศึกษา 4-5 ปี และบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในวิชาสามัญ แล้วมาศึกษาต่อวิชาครู
           
    10. ผู้มีสิทธิที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
    ครูของรัฐและเอกชนตามมาตรา 15 (1) และ 15 (2)
           
    11. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
    มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี และเรียนวิชาครูไม่ต่ำกว่า 17 หน่วยกิต ถ้าคุณวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีก็อาจกำหนดให้พัฒนาตนเองให้มีคุณวุฒิปริญญาตรีภายใน 5 ปี
    ใบอนุญาตแบบมาตรฐาน
           1) สำหรับผู้มีคุณวุฒิปริญญาตรี และเรียนวิชาครูไม่ต่ำกว่า 17 หน่วยกิต ผ่านการทดลองสอน 2 ปี
           2) สำหรับผู้ที่มีคุณวุฒิปริญญาโท และเรียนวิชาครูไม่ต่ำกว่า 17 หน่วยกิต ผ่านการทดลองสอน 1 ปี
           3) สำหรับคุณวุฒิปริญญาเอกและเรียนวิชาครูไม่ต่ำกว่า 17 หน่วยกิต ให้ใบอนุญาตมาตรฐานได้เลย
    ใบอนุญาตแบบถาวร สำหรับผู้ที่ได้ใบอนุญาตมาตรฐานมาแล้ว และเป็นครูดีเด่นในสาขาที่สอนในระดับจังหวัด 5 ปีติดต่อกัน หรือครูดีเด่นในสาขาที่สอนในระดับประเทศ 2 ปีติดต่อกัน และต้องเป็นผู้มีความประพฤติดี ตามกรอบจรรยาบรรณแห่งวิชา-ชีพครู
           
    12. ความเชื่อมโยงระหว่างใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูกับเงินเดือนและค่าตอบแทน
    ควรมีความเชื่อมโยงระหว่างใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูกับเงินเดือนและค่าตอบแทน ตามเส้นทางความก้าวหน้าแห่งวิชาชีพครู เช่น
    ครูปฏิบัติการ
    เงินเดือน
    8,500 + เงินประจำตำแหน่ง
    ครูชำนาญการ
    เงินเดือน
    15,000 + เงินประจำตำแหน่ง
    ครูเชี่ยวชาญ
    เงินเดือน
    20,000 + เงินประจำตำแหน่ง
    ครูเชี่ยวชาญพิเศษ
    เงินเดือน
    25,000 + เงินประจำตำแหน่ง
    ครูผู้ทรงคุณวุฒิ
    เงินเดือน
    30,000 + เงินประจำตำแหน่ง
    อีกทั้งควรให้เงินเดือนแก่ครูที่มีวุฒิปริญญาตรี 2 ปริญญา สูงกว่าผู้ที่ได้รับปริญญาตรีปริญญาเดียว และมีเงินพิเศษสำหรับครูที่มีคุณวุฒิปริญญาเกียรตินิยมเป็นพิเศษด้วย
           
    13. ประเภทของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
    มี 3 ประเภท คือ
    1) แบบเฉพาะกาล (หรือชั่วคราว) มีอายุ 2 ปี
    2) แบบมาตรฐาน (หรือสามัญ) มีอายุ 5 ปี และต่ออายุได้ครั้งละ 5 ปี 2 ครั้ง หรือ 10 ปี ครั้งเดียว
    3) แบบถาวร (หรือกิตติมศักดิ์) สำหรับครูที่ผ่านการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐาน ตามลำดับ หรือครูที่มีผลงานดีเด่น ครูแห่งชาติ ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น
           
    14. การออกใบอนุญาตสำหรับครูก่อนประจำการ
    การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูแบบเฉพาะกาล 2 ปี ให้แก่ครูก่อนประจำการ โดยพิจารณาจาก
    1) การสอบเทียบ และการอบรม
    2) การรับรองสถาบันผลิตครูตามเกณฑ์มาตรฐานการประกันคุณภาพ
    3) ผ่านการทดลองการปฏิบัติงานครู 2 ปี
           
    15. การออกใบอนุญาตสำหรับครูประจำการ
    ให้ครูประจำการทุกคนได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แบบเฉพาะกาล 2 ปี ส่วนครูที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูแบบมาตรฐานและแบบถาวร จะต้องผ่านการประเมินโดยพิจารณาจากผลงานและการติดตามการปฏิบัติงานจริงของครู พร้อมทั้งสุ่มสอบถามจากนักเรียน เพื่อนครู และผู้บริหารด้วย
    การประเมินเพื่อออกใบอนุญาตควรประเมินโดยองค์คณะบุคคลที่ผ่านการพิจารณาคัดสรรทั้งภายใน และภายนอก ทั้งระดับชาติ และระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับสถานศึกษา โดยการพิจารณาจากมาตรฐานด้านจริยธรรม จรรยาบรรณครู และวินัย (ความประพฤติตามจรรยาบรรณครู) มาตรฐานด้านการสอน (ประสิทธิภาพการสอน แฟ้มสะสมการสอน และรายงานการประเมินตนเองของครู) และมาตรฐานคุณภาพนักเรียน (ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน)

    16. โอกาสที่จะได้รับการประเมิน

    ให้โอกาสประเมิน 2 ครั้งในแต่ละปีการศึกษา ถ้าประเมินไม่ผ่านให้เข้ารับการอบรมตามหลักสูตรที่กำหนด เมื่อผ่านการอบรมแล้วให้ขอรับการประเมิน ถ้าไม่ผ่านอีกก็ไม่มีสิทธิเป็นครู เพราะไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
           
    17. การต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
    ให้ครูผู้รับใบอนุญาตดำเนินการขอต่ออายุด้วยตนเอง โดยเสนอผ่านขั้นตอนตามการบังคับบัญชา คณะกรรมการควรพิจารณาตามเกณฑ์ให้สอดคล้องกับระดับคุณภาพครู
           
    18.การประกันคุณภาพครู
    ระบบประกันคุณภาพครูแบ่งเป็น 3 ระบบย่อย คือ 1) ระบบการควบคุมคุณภาพ โดยมีการกำหนดเกณฑ์มตรฐานวิชาชีพครู และดำเนินการพัฒนาครูสู่มาตรฐานดังกล่าว 2) การตรวจสอบ ทบทวน และแทรกแซงคุณภาพครู ซึ่งเป็นการตรวจสอบทบทวน และดำเนินการปรับปรุงคุณภาพครูที่ตรวจสอบพบว่า ยังด้อยคุณภาพอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ตามมาตรฐานที่กำหนด 3) การประเมินเพื่อรับรองคุณภาพครู โดยออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูให้แก่ครูที่มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานแห่งวิชาชีพครู
           
    19. การพักใช้ และการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
    การพักใช้ และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสามารถทำได้เมื่อครูทำผิดจรรยาบรรณ หรือผลการปฏิบัติไม่ได้มาตรฐาน โดยมีหลักเกณฑ์และวิธีการดังนี้
    1) การพักใช้ใบอนุญาตสำหรับผู้ที่มีความผิดไม่ร้ายแรง เช่น ความผิด อันเกิดจากความประมาท ซึ่งอาจดำเนินการตักเตือน หรือพักใช้ใบอนุญาต 1 - 3 เดือน 4 - 12 เดือน หรือ 1 - 2 ปี เป็นต้น
    2) การเพิกถอน ใช้กรณีที่ครูทำความผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง ทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือมีความผิดในคดีอาญา การเพิกถอนใบอนุญาตให้ดำเนินการได้ในกรณีต่อไปนี้
           2.1 ตาย
           2.2 ศาลสั่งจำคุก ยกเว้นรอลงอาญา
           2.3 ประพฤติผิดวินัยร้ายแรง
           2.4 ผิดจรรยาบรรณร้ายแรง

 

buttombar

line