การอภิปรายทั่วไป

    นายเฉลิมศักดิ์ นามเชียงใต้
    รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู

    ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจะสร้างความ
    เป็นสากลในกระบวนการเรียนการสอน
    เราทราบกันดีถึงความสำคัญของการมีใบอนุญาตประกอบ
    วิชาชีพว่า จะสร้างความเป็นสากลให้เกิดขึ้นในกระบวน
    การเรียนการสอนของเรา ผลักดันให้เกิดการแข่งขัน
    ตนเองทางเทคนิควิธีการบริหาร
    ผู้บริหารต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลา
    และเกิดกระบวนการตรวจสอบที่เป็นรูปธรรม
    ผู้บริหารจะต้องมีการพัฒนาตนเองตลอดเวลา และเกิด
    กระบวนการตรวจสอบที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเดิมไม่มี ถ้ามี
    การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเมื่อใด ก็จะมีคณะ
    กรรมการตรวจสอบและติดตาม ทั้งจรรยาบรรณและ
    วิธีการ ซึ่งเป็นที่เชื่อถือได้ว่า ผลที่จะเกิดขึ้นต่อลูกศิษย์
    ของเรา จะสมบูรณ์ที่สุด ดังนั้น การออกใบอนุญาต
    ประกอบวิชาชีพ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนอย่างเต็มที่
    และขอเปิดประเด็นสำหรับการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
    1) ใครควรจะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพบ้าง
    2) มีคุณสมบัติอย่างไร
    3) มีคุณวุฒิอะไร
    4) อายุควรเป็นเท่าใด
    5) องค์กรใดจะมาเป็นผู้กำกับดูแล
    6) อายุของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควรเป็น 2 ปี
    3 ปี หรือ 5 ปี รวมทั้ง
    7) บันไดอาชีพที่นำเสนอเหมาะสมหรือไม่
    ปัจจัยหลักของผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหาร คือ
    คุณสมบัติส่วนตัวและผู้มีอำนาจในการ คัดเลือก
    ให้เข้าสู่ตำแหน่ง
    สำหรับความเห็นส่วนตัว เห็นว่า ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่ง
    ผู้บริหาร มีปัจจัยหลัก 2 ประเด็น คือ คุณสมบัติส่วนตัว
    ประเด็นที่ 2 ผู้บังคับบัญชา และคณะกรรมการ ที่จะ
    ตัดสินคัดเลือกให้เข้ามาเป็นผู้บริหาร ถึงแม้จะมีใบอนุญาต
    ประกอบวิชาชีพ หากคณะกรรมการชุดนั้นไม่ คัดเลือก
    ก็ไม่สามารถเป็นผู้บริหารได้ และข้อเสนอให้มีการประเมิน
    ทุก 5 ปี นั้นสิ่งที่ต้องพิจารณาตามมาคือ อายุของผู้บริหาร
    เช่น ถ้าผู้บริหารมีอายุ 45 ปี เข้าสู่บันไดอาชีพ 18 ปี จึงจะ
    ได้ใบประกอบวิชาชีพประเภทถาวร ก็หมายความปลด
    เกษียณพอดีหรืออย่างไร ประเด็น สุดท้าย คือ
    8) ผลกระทบต่าง ๆ ที่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
    หรือควรจะมีต่อสังคมเป็นอย่างไร

    ดร. เมธี ปิลันธนานนท์
    คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

    ผู้บริหารการศึกษาครอบคลุมใครบ้าง มีประเด็นที่เป็นข้อคำถามและข้อสังเกต คือ ประเด็นที่ 1
    ขอบเขตของคำว่า "ผู้บริหารการศึกษา" ครอบคลุมบุคคล
    ใดบ้าง เช่น ผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ตามมาตรา 15 (2)
    ของ พ.ร.บ. โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นโรงเรียน
    ที่จัดการศึกษานอกโรงเรียน ทั้งที่จัดตามหลักสูตรของ
    กระทรวงศึกษาธิการ และหลักสูตรที่ได้รับอนุมัติจาก
    กระทรวงศึกษาธิการ
    ควรหรือไม่ที่จะให้ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
    แก่ผู้บริหารปัจจุบันโดยอัตโนมัติ
    ผู้บริหารหรือผู้จัดการโรงเรียนประเภทนี้ จะต้องได้รับ
    ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่ ประเด็นที่ 2 คือ ผู้ที่
    เป็นผู้บริหารอยู่แล้ว ควรหรือไม่ที่จะให้ใบรับรอง หรือ
    ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหาร เนื่องจากขณะนี้ เรา
    ผลิตนักบริหารออกไปมากมาย ดังนั้น จะเป็นโอกาสดีหรือไม่
    น่าจะใช้โอกาสนี้สำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่ให้
    เข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารได้มากขึ้น
    ในการที่จะให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ได้เรียนและฝึกฝนมามี
    โอกาสขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารมากขึ้น แทนที่จะให้ผู้ที่อยู่
    ในตำแหน่งอยู่แล้วได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพโดย
    อัตโนมัติ การพัฒนาตนเองก็อาจจะไม่เกิดขึ้น แต่ก็
    เป็นข้อ ที่น่าคิดว่า ถ้าให้เลย อาจจะไม่มีปัญหาให้ต้อง
    แก้ไขใน เรื่องการเดินขบวนหรืออะไรต่าง ๆ ในอนาคต
    แต่คิด ว่าน่าจะมีเงื่อนไขอะไร สักอย่างหนึ่ง
    เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ผู้บริหารในอนาคต
    มีคุณวุฒิระดับปริญญา โท
    เห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่อง คุณวุฒิ
    ของผู้บริหารในอนาคตว่า ควรเป็นระดับปริญญาโท
    สำหรับ ผู้ที่จะเป็นผู้บริหารใหม่ คือ ผู้ที่เราผลิตออกไป
    จากมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั้งภาค
    รัฐบาลและเอกชน ซึ่งต่อไปในอนาคตจะมีมากขึ้น
    สิ่งที่น่าสนใจมากคือ
    มหาบัณฑิตทางด้าน บริหารการศึกษา
    ยังต้องผ่านกระบวนการเพื่อการได้
    ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่
    ผู้ที่จบปริญญาโททางด้านบริหารการศึกษา
    จากมหาวิทยาลัย จะต้องผ่านการกลั่นกรองเพื่อให้ได้รับ
    การรับรอง และได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่
    ในการเรียนมหาวิทยาลัย แต่ละหลักสูตรอย่างน้อยที่
    สุดต้องเรียน 36 หน่วยกิตขึ้นไป
    ในต่างประเทศผู้จบปริญญาโท
    ได้รับการรับรอง แต่มีช่วงอายุกำหนด
    ซึ่งมากพอสมควร และในต่างประเทศ เมื่อจบปริญญาโท
    แล้วจะให้การรับรองเลย แต่มีช่วงอายุกำหนดไว้เมื่อครบ
    ก็จะต้องทำการต่ออายุ โดยกำหนดคุณสมบัติเพิ่มเติม
    ทั้ง ในลักษณะของการลงทะเบียนเรียนเพิ่มเติม หรือเข้า
    รับการอบรมเพิ่มเติม เช่น มหาวิทยาลัยพอร์ทแลนด์
    (Portland State University) จะให้ใบรับรองสำหรับ
    ผู้ที่จบปริญญาโท มีอายุ 2 ปี แต่หลังจาก 2 ปี ต้องมี
    การต่ออายุ และกำหนดให้ต้องลงทะเบียนเรียนเพิ่ม
    เติมอีก 9 หน่วยกิต แล้วจึงจะต่ออายุของใบอนุญาต
    ส่วนที่รัฐโคโรลาโด บางมหาวิทยาลัย จะมีโปรแกรม
    เพื่อเตรียมผู้บริหาร ซึ่งจัดในช่วงวันหยุดโรงเรียนสุด
    สัปดาห์ ใครที่จะเข้ามาสู่การดำรงตำแหน่งบริหาร
    จะต้องไปเรียนเพิ่มเติม 30 หน่วยกิต แล้วจึงจะออก
    principal licience ให้ เป็นต้น ดังนั้น สำหรับประเทศไทย
    การออกใบรับรองสำหรับผู้ที่เป็นผู้บริหารอยู่ ใน
    ปัจจุบัน และผู้ที่กำลังเข้าไปสู่ตำแหน่งใหม่ เราจะ
    ดำเนินการอย่างไร

    ดร. ณรงค์ ทิมสาร
    คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม
    สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง

    กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา
    ที่ผ่านมาทำให้ผู้บริหารส่วนใหญ่อ่อนทาง
    ด้านการบริหารวิชาการ
    เห็นด้วยกับผลการวิจัยในประเด็นที่ว่า
    ผู้บริหารส่วนใหญ่อ่อนทางด้านการบริหารวิชาการ
    ซึ่งจากประสบการณ์ที่ทำงานในสังกัดกระทรวง
    ศึกษาธิการมาเป็นเวลาถึง 22 ปี ทำให้คิดว่า สิ่ง
    เหล่านี้เป็นผลสืบเนื่องจากกระบวนการเข้าสู่
    ตำแหน่งทางการบริหารสถานศึกษาของกระทรวง
    ศึกษาธิการ
    เห็นด้วยกับการให้มีองค์กร/หน่วยงานรับผิดชอบ
    ในการกำหนดหลักสูตรการผลิตและการพัฒนา
    ผู้บริหารการศึกษา
    เพราะฉะนั้น จะทำอย่างไร ที่จะพัฒนาผู้บริหาร
    ของเรา ให้มีความเข้มแข็งทางด้านการบริหารวิชาการ
    และเห็นด้วยกับประเด็นที่จะต้องมีองค์กร/หน่วยงาน
    รับผิดชอบในการกำหนดมาตรฐานทางด้าน หลักสูตร
    การผลิตผู้บริหารการศึกษา และการพัฒนา ผู้บริหารการศึกษา

    นายสุรชาติ สังข์รุ่ง
    ผู้อำนวยการกองวิชาการ สำนักงาน ก.ค.

    การมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
    จะนำ ไปสู่การเปลี่ยนวัฒนธรรมทาง
    วิชาชีพของผู้บริหาร
    เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ควรมีใบอนุญาต
    ประกอบวิชาชีพของผู้บริหาร เพราะเป็นแนว
    ทางที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนวัฒนธรรมทางวิชาชีพ
    ของผู้บริหาร อันหมายถึง การที่จะต้องปรับเปลี่ยน
    ความคิด ความรวดเร็วในวิธีการปฏิบัติงานต่าง ๆ
    เพื่อที่จะให้ผู้บริหารสามารถจัดการศึกษาให้เด็กมี
    คุณภาพ การที่จะให้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
    สำหรับผู้บริหารแต่ละคน อยากเสนอให้คิดไกล
    ควรมีการรับรองสถาบันที่ผลิต
    ผู้บริหารการศึกษาหรือสถาบันพัฒนา
    ผู้บริหารการศึกษา
    ไปถึงว่า ควรจะรับรองสถาบันที่ผลิตด้วย
    หรือไม่ ทั้งนี้ หมายรวมไปถึงการออกใบอนุญาต
    ประกอบวิชาชีพครูด้วย การรับรองสถาบันที่ผลิต
    ถ้าผู้บริหารก็อาจจะ หมายถึงภาควิชาบริหารการศึกษา
    ทั้งหลาย หรือสถาบันที่ทำหน้าที่พัฒนาผู้บริหาร
    ด้วยเหตุว่าถ้ารับรองสถาบันจะเกิดผลกระทบใน
    ทางบวกหลายประการ และเป็นการแก้ปัญหาที่
    ต้นเหตุด้วย ทุกวันนี้เราบอกว่า ครูสอนหนังสือ
    ไม่ค่อยเป็น สอนหนังสือไม่ค่อยได้ คงต้องย้อน
    กลับไปดูที่สถาบันผู้ผลิตว่า จัดการเรียนการสอน
    อย่างไรบ้าง สอนในสิ่งที่ไกลจากสภาพที่เป็นจริง
    ในทางปฏิบัติหรือไม่ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ารับ
    รองสถาบันที่ผลิตโดยตรง
    จะเกิดการตื่นตัวในการพัฒนาปรับปรุง
    สถาบันให้เข้าเกณฑ์มาตรฐาน
    ภาควิชาบริหารหรือสถาบันพัฒนาผู้บริหาร
    ก็คาดว่า จะทำให้เกิดการตื่นตัวของสถาบันผู้ผลิต
    ในการที่จะปรับปรุงตัวเองให้เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน
    และถ้าทำได้ คิดว่าจะทำให้ภาระงานที่ตามมาเบามาก
    ภาระงานในการพัฒนาผู้บริหารให้มีคุณภาพ
    และได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจะเบาลง
    และอาจลงทุนน้อย
    เช่น เรื่องการพัฒนาคนเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน
    ก็จะเบาลง เพราะว่าสถาบันผู้ผลิตเข้มงวด กวดขัน
    และผลิตคนให้ได้มาตรฐานตั้งแต่ต้น ดังนั้น จึงขอ
    เสนอให้มีการรับรองสถาบันที่ผลิตด้วย ไม่ว่าจะเป็น
    ภาควิชาบริหาร หรือสถาบันพัฒนาผู้บริหาร ด้วยคิด
    ว่าจะเป็นประโยชน์ และเกิดการเปลี่ยนแปลงในการ
    รับรองใบประกอบวิชาชีพ ทำให้มี ผู้บริหารที่มีคุณภาพ
    และได้ใบรับรองประกอบวิชาชีพมากขึ้น ซึ่งอาจ
    เป็นการลงทุนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

    นายสุริยนต์ สุวรรณวงศ์
    ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโบสถ์ กทม.

    ผู้บริหารต้องบริหารงานตามระเบียบ
    ราชการ ความผิดพลาดในการบริหารด้าน
    ธุรการหรือการเงินถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย
    ขณะที่บริหารงานวิชาการ ผิดพลาดไม่มีบท
    ลงโทษตามกฎหมาย ทำให้การบริหาร
    วิชาการถูกละเลย
    ขอแสดงความคิดเห็นแย้งผลการวิจัย
    ในประเด็นผู้บริหารไม่มีความรู้ทางด้านวิชาการ
    และมีความรู้ทางด้านธุรการและการเงิน ซึ่งความ
    จริง คนที่จะมาเป็นผู้บริหาร คือ ครูที่มีความรู้ทาง
    ด้านวิชาการเป็นอย่างดี เพราะ ถ้าไม่มีความรู้ด้าน
    วิชาการ จะไม่ผ่านกระบวนการของการเข้าสู่ตำแหน่ง
    ผู้บริหารเลย แต่การบริหารงานตามระเบียบราชการนั้น
    หากมีความผิดพลาดทางด้านธุรการหรือการเงิน
    จะถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ขณะเดียวกัน การ
    บริหารวิชาการไม่มีมาตรการ หรือบทลงโทษตามกฎหมาย
    หากมีการบริหารด้านวิชาการผิดพลาด ดังนั้น ผู้บริหาร
    จึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารธุรการและ
    การเงินมากกว่าวิชาการรองลงไปคือ การบริหาร
    อาคารสถานที่ ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกสบาย
    และสร้างบรรยากาศในการเรียนการสอน และเป็นการ
    สร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรในโรงเรียนด้วย และ
    ในประเด็นนี้ยังได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองบริจาค
    เพื่อสร้างอาคารสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียน
    ได้ง่ายกว่างานด้านวิชาการ ดังนั้น ความสำคัญทางด้าน
    วิชาการจึงถูกละเลย ทำให้ภาพปรากฏดังผลการวิจัย
    แต่ ไม่ใช่ลักษณะที่ผู้บริหารอยากจะให้เป็น
    เห็นด้วยกับการแยกองค์กรวิชาชีพผู้บริหาร
    ออกจากองค์กร วิชาชีพครู โดยปรับจาก
    สถาบันพัฒนา ผู้บริหารการศึกษาคุณวุฒิ
    ของผู้บริหารควรแยกเป็น 2 ลักษณะ คือ
    สำเร็จปริญญาโท หรือมีประสบการณ์อย่างน้อยกี่ปี
    ส่วนข้อเสนอในเรื่ององค์กรที่รับผิดชอบ
    ในการออกใบประกอบวิชาชีพ ผู้บริหาร เห็นด้วย
    กับการที่จะแยกผู้บริหารออกจากองค์กรวิชาชีพครู
    โดยปรับสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษาใหม่
    สำหรับคุณวุฒิของผู้บริหาร เห็นด้วยตามข้อเสนอว่า
    ควรมีวุฒิปริญญาโท แต่มีประเด็นคำถามว่า ปัจจัย
    และข้อจำกัดของรัฐบาล สถาบันผลิตครู หรือสถาบัน
    ที่เปิดสอนระดับปริญญาโท เอื้อให้ผู้บริหารเข้าเรียน
    มากน้อยเพียงใด ทั้งในด้านการรับเข้า สถานที่และ
    ค่าใช้จ่าย หากยังเหมือนเดิม คงเป็นไปได้ยากในทาง
    ปฏิบัติ ดังนั้น จึงขอเสนอเรื่องประสบการณ์ด้วย คือ
    ให้มีวุฒิปริญญาโท หรือมีประสบการณ์อย่างน้อยกี่ปี
    เช่น เป็นผู้จบปริญญาตรีและมีประสบการณ์ 10 ปี
    หรือ 5 ปี
    ให้มีความสัมพันธ์ระหว่างใบอนุญาตประกอบ
    วิชาชีพกับเงินเดือน และไม่ต้องมีประเภทชั่วคราว
    สำหรับผู้บริหารปัจจุบันเข้าสู่ระบบ ใบอนุญาต
    ประกอบวิชาชีพและบัญชี เงินเดือนใหม่เลย
    หรือมีวุฒิปริญญาโทและมีประสบการณ์ 2-3 ปี
    เป็นต้น เอาประสบการณ์บวกเข้าไปด้วย ถ้าจบ
    ปริญญาตรีให้เขา มีประสบการณ์นานขึ้น อย่าถึง
    ขนาดต้องเรียนให้จบปริญญาโทเลย สำหรับการออก
    ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ อยากให้มีความสัมพันธ์
    กับเงินเดือนด้วย และไม่ต้องมี ชั่วคราว สำหรับผู้ที่
    เป็นผู้บริหารอยู่แล้ว ให้เข้าสู่ระบบ ใบประกอบ
    วิชาชีพและบัญชีเงินเดือนใหม่เลย ถ้าไม่อยากเข้าสู่
    ระบบก็ให้อยู่บัญชีเงินเดือนเดิม และเห็นด้วยกับประเด็น 5 ปี
    เห็นด้วยกับการประเมินเพื่อเลื่อน
    ระดับขั้นของบันไดอาชีพ
    เปลี่ยนระดับ โดยมีการประเมิน แต่ต้องสัมพันธ์
    กันระหว่างเงินเดือนกับใบประกอบวิชาชีพ
    และจะเป็นสิ่งจูงใจด้วย

    ดร. พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์
    คณบดีคณะครุศาสตร์
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    น่าจะเติมเต็มในสาระเกี่ยวกับวิชาชีพ
    และมีความชัดเจนในโครงสร้างขององค์กร
    วิชาชีพ รวมทั้ง จรรยาบรรณวิชาชีพและ
    วิธีการกำกับจรรยาบรรณ
    งานวิจัยฉบับนี้มีเนื้อหาที่สมบูรณ์ หากได้รับการ
    เติมเต็มในประเด็นหลัก ๆ 3 เรื่อง ซึ่งปรากฏในงานวิจัย
    น้อยไป ได้แก่ 1) เรื่องวิชาชีพ เราต้องยอมรับว่า การ
    ที่พูดถึงใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นครูหรือ
    ผู้บริหารการศึกษา แสดงว่า เราเริ่มนำเอาแนวคิดเรื่อง
    ของวิชาชีพ เรื่องของการพัฒนาวิชาชีพให้เข้มแข็งมา
    ใช้มากขึ้น 2) เรื่องโครงสร้างขององค์กรที่จะเข้า
    มาเป็น ผู้กำกับดูแลวิชาชีพ และ 3) เรื่องจรรยาบรรณ
    ของวิชาชีพ สำหรับวิชาชีพนั้น เราต้องยอมรับว่า ถ้ามี
    ความเป็นวิชาชีพ แสดงว่า เป็นอาชีพซึ่งต้องใช้
    องค์ความรู้เฉพาะทาง ซึ่งตามมาตรา 52 และ 53 ของ
    พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติได้กล่าวถึงวิชาชีพครูและ
    ผู้บริหารการศึกษา ข้อที่น่าสังเกตและควรพิจารณา
    คือ เจตนารมณ์ของกฎหมายข้อนี้ ถือว่า 2 วิชาชีพนี้
    คือ วิชาชีพเดียวกันหรือคนละวิชาชีพ และองค์กร
    วิชาชีพหรือสภาวิชาชีพจะแยกเป็น 2 องค์กรวิชาชีพ
    หรือองค์กรเดียว ถ้าเราใช้หลักของ องค์ความรู้เฉพาะ
    ทาง วิชาชีพครูค่อนข้างชัดเจน ส่วนวิชาชีพผู้บริหาร
    การศึกษา ก็ค่อนข้างจะเป็นที่ยอมรับว่า ผู้ที่เป็นผู้
    บริหารการศึกษา ควรจะมีองค์ความรู้ทางวิชาชีพ
    ครูอยู่ด้วย และถ้าเป็นครู ก็ควรจะต้องมีการศึกษา
    องค์ความรู้ทางการบริหารการศึกษาโดยเฉพาะ
    ทั้งนี้ อาจจะเป็นปริญญาตรี ปริญญาโท
    รับการฝึกอบรม หรือใช้ประสบการณ์ก็ได้
    เสนอให้มีองค์กร วิชาชีพองค์กรเดียวรับผิดชอบ
    เรื่องการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
    แต่บริหารจัดการแยกกันระหว่างครูกับผู้บริหาร
    ดังนั้น จึงขอเสนอ ให้มีองค์กรวิชาชีพที่รับผิดชอบ
    เรื่องการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพองค์กรเดียว
    แต่บริหารจัดการแยกเป็น 2 ส่วนที่ชัดเจน ส่วนเรื่อง
    การกำหนดจรรยาบรรณ จริง ๆ แล้ว ถือว่าเป็นเรื่อง
    ของ มาตรฐานวิชาชีพ มาตรฐานวิชาชีพทุกวิชาชีพ
    เรียกว่า จรรยาบรรณ เช่นมาตรฐานวิชาชีพแพทย์
    เขาเรียกว่า จรรยาบรรณแพทย์ เป็นต้น
    องค์กรวิชาชีพเป็นผู้กำหนดจรรยาบรรณ
    หรือที่เรียกว่า มาตร-ฐานวิชาชีพ และ
    ผู้บริหารควรเป็นผู้กำหนดจรรยาบรรณผู้บริหาร
    ครูควรเป็นผู้กำหนดจรรยาบรรณครู
    และการกำหนดเรื่องของจรรยาบรรณ ตามหลัก
    ต้องให้องค์กรวิชาชีพเป็นผู้กำหนด และผู้ที่จะ
    กำหนดจรรยาบรรณของผู้บริหาร ควรจะต้องเป็น
    ผู้บริหารการศึกษา ไม่ควรจะให้ครูซึ่งไม่ใช่เป็น
    ผู้บริหาร การศึกษามากำหนดจรรยาบรรณให้กับ
    ผู้บริหาร จรรยาบรรณของครูก็เช่นเดียวกัน ควรจะ
    ให้ครูเป็นผู้กำหนด ดังนั้น ถึงแม้อยู่ในองค์กรเดียว
    กัน คงต้องแยกบริหาร เป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่ง
    กำหนดจรรยาบรรณของผู้บริหาร อีกส่วนหนึ่ง
    กำหนดจรรยาบรรณของครู
    บทบาทหน้าที่หลักขององค์กรวิชาชีพ
    คือ กำกับดูแลสมาชิกในวิชาชีพ โดยมี
    ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และจรรยา
    บรรณวิชาชีพเป็นเครื่องมือที่สำคัญ
    สำหรับบทบาทขององค์กรวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา
    ควรมีบทบาทหน้าที่หลัก เฉพาะเรื่องการกำกับดูแล
    สมาชิกในวิชาชีพ ซึ่งการกำกับดูแล จะมีเครื่องมือที่
    สำคัญ คือ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และ
    จรรยาบรรณวิชาชีพ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
    เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำกับ จรรยาบรรณ
    ซึ่งส่วนนี้ปรากฏในงานวิจัยน้อยไป ไม่มี การกล่าวถึง
    วิธีการที่จะกำกับจรรยาบรรณ และมีระดับของการ
    กำกับอย่างไร เหมือนกับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์
    วิธีการและระดับของการกำกับจรรยาบรณ
    ต้องควบคู่ไปกับการให้ใบอนุญาตประกอบ
    วิชาชีพจรรยาบรรณกับวินัยข้าราชการคนละ
    เรื่องกัน
    ถ้าใครทำผิดเล็กน้อยอาจจะว่ากล่าวตักเตือน
    ผิดมากหน่อยก็พักใบอนุญาต 1 เดือน 6 เดือน
    หรือก็ถอนใบอนุญาตชั่วคราว 1 ปี แล้วมาขอใหม
    ่ได้ ผิดมากขึ้นอาจก็ถอนแล้วไม่ให้มาขอใหม่
    เป็นต้น นี่คือเรื่องของการกำกับการใช้ใบอนุญาต
    ที่ต้องควบคู่กับเรื่องจรรยาบรรณ เรื่องของจรรยา
    บรรณนี้ อย่าไปปะปนกับเรื่องของวินัย ข้าราชการ
    ผู้บริหารต่อไปนี้จะมี 2 ส่วนและเป็นสมาชิก
    บรรดากฎระเบียบทั้งที่เจ้าของโรงเรียนเอกชน
    หรือรัฐกำหนดให้ข้าราชการปฏิบัติ ถือเป็นกฎ
    ที่นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างต้องทำ
    องค์กรวิชาชีพเดียวกัน โดยส่วนหนึ่งคือ
    ผู้บริหารในกระทรวง องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น
    ซึ่งเป็นของรัฐบาล ฯลฯ อีกส่วนหนึ่งคือ ผู้บริหาร
    ในหน่วยงานที่เป็นของ เอกชน บรรดากฎ ระเบียบ
    ทั้งหลายที่เจ้าของโรงเรียนกำหนดให้ครูเอกชนทำ
    หรือบรรดากฎ ระเบียบที่รัฐบาลหรือกระทรวงกำหนด
    ให้ข้าราชการทำ ถือเป็นกฎที่นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้าง
    ต้องทำ แต่จรรยาบรรณนั้น เป็นกฎซึ่ง
    จรรยาบรรณเป็นกฎที่องค์กรวิชาชีพ
    กำหนดให้สมาชิกทั้ง 2 กฎดังกล่าวจะ
    มีทั้งเสริมและคานอำนาจกัน
    องค์กรวิชาชีพกำหนดให้สมาชิกองค์กรวิชาชีพต้องทำ
    ไม่เหมือนกัน แต่บางครั้งกฎของวินัยข้าราชการ กฎของ
    นายจ้างกับกฎของจรรยาบรรณ อาจจะเสริมกัน แต่
    กฎบางข้อจะคานอำนาจกัน จรรยาบรรณนั้น ต้องมี
    กฎบางข้อที่จะไปคานอำนาจ ไปช่วยผู้บริหาร หรือ
    ครูที่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณ แต่อาจจะขัดกับกฎ
    คำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งขัดกับจรรยาบรรณ
    บางครั้งผู้บังคับบัญชาหรือเจ้านาย อาจจะสั่งอะไร
    ที่ผู้มีอำนาจมีสิทธิ์สั่ง แต่อาจจะขัดกับจรรยาบรรณ
    ของครู ซึ่งไม่ทำตามก็ได้ ถ้าตรงนี้จรรยาบรรณครู
    หรือผู้บริหารการศึกษา น่าจะช่วยคุ้มครอง ปกป้อง
    ประเด็นสุดท้าย องค์กรวิชาชีพผู้บริหารจะไปรับรอง
    สถาบันผลิตครูหรือผลิตผู้บริหารหรือไม่
    โดยทั่วไปองค์กร วิชาชีพจะไม่รับรองสถาบัน
    แต่อาจรับรองหลักสูตรได้
    โดยปกติจะไม่ไปรับรองสถาบัน แต่อาจรับรองเฉพาะ
    หลักสูตรได้ แนวที่มีการปฏิบัติอยู่คือ ถ้าหลักสูตร
    บริหารการศึกษาปริญญาโท ทบวงอนุมัติแล้ว
    ต้องให้องค์กรวิชาชีพ เห็นด้วยอีกชั้นก่อน
    ไม่ใช่รับรองสถาบัน แต่เป็นการ รับรองตัวหลักสูตร
    ซึ่งประเด็นนี้ มีข้อที่ควรจะอภิปรายร่วมกัน
    ถ้าให้ผู้จบปริญญาโทด้านบริหารการศึกษา
    ได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพโดยอัตโนมัติ
    ก็ควรให้องค์กรวิชาชีพรับรองหลักสูตรการ
    ผลิตผู้บริหารการศึกษา
    คือ ถ้าครูใหม่ ผู้จบปริญญาตรีหรือปริญญาโท
    ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเลย หรือจบ
    ปริญญาโทด้านบริหารการศึกษาแล้วได้ใบอนุญาต
    ประกอบวิชาชีพผู้บริหาร ก็ควรจะให้องค์กรวิชาชีพ
    ครูหรือผู้บริหารการศึกษาไปรับรองหลักสูตร กล่าวคือ
    ถ้าให้โดยอัตโนมัติควรจะให้รับรอง อย่างไรก็ตาม
    เห็นว่า หากทำอย่างนั้นจะไม่คานอำนาจกัน คล้ายกับ
    ว่าองค์กรวิชาชีพจะมีอำนาจเหนือสถาบันผลิตครู
    อาจจะทำให้วิชาการไม่ก้าวหน้าได้ถ้ามีความเห็น
    ที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงเห็นว่าควรจะคานอำนาจกัน
    หากสถาบันใดไม่ต้องการให้มีการรับรอง
    หลักสูตร ผู้จบจะต้องผ่านกระบวนการประเมิน
    เพื่อขอรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
    โดยหากสถาบันผลิตครูสถาบันใดไม่ต้องการ
    ให้องค์กรวิชาชีพมารับรองหลักสูตร เมื่อจบ
    แล้วต้องมาสอบ เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบ
    วิชาชีพภายหลัง สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ
    องค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารองค์กร
    วิชาชีพ ประกอบด้วย
    องค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารองค์กร
    วิชาชีพ ประกอบด้วย ผู้แทนจากสถาบันผลิต
    ผู้ใช้ สมาชิกในวิชาชีพ ผู้รับประโยชน์
    และผู้ทรงคุณวุฒิ
    1) บุคลากรที่มาจากสถาบันฝ่ายผลิต (ผลิตครู ผลิตผู้บริหาร)
    2) มาจากสถาบันผู้ใช้ครู (นายจ้าง ทั้งในกระทรวงและเอกชน)
    3) มาจากสมาชิกในวิชาชีพ (ครูหรือบริหารต้องมาเป็นกรรมการด้วย)
    4) มาจากผู้รับประโยชน์ (ผู้ปกครองและชุมชน)
    5) มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ

    นายบุญเรือง ตันยา
    ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการศึกษา ศาสนา
    และวัฒนธรรม เขตการศึกษา 1

    ระดับคุณภาพผู้บริหารขั้นที่ 1 ผู้บริหารปฏิบัติการ
    ควรตัดออกจากบันไดอาชีพ เพราะทำตามสั่ง
    อย่างเดียว
    ขอเสนอข้อคิดเห็น 2-3 ประเด็น ประเด็นแรก
    ระดับคุณภาพของผู้บริหารการศึกษา 5 ระดับ
    ที่ ก.ค. มีมติให้นำไปใช้เป็นแนวทางการประเมิน
    ผลงานทางวิชาการ และการพัฒนาผู้บริหารการ
    ศึกษานั้น หากจะนำมาใช้เพื่อการออกใบอนุญาต
    ประกอบวิชาชีพ ขอเสนอให้ตัดระดับ 1 ผู้บริหาร
    ปฏิบัติการ ออกจากบันไดอาชีพ ถ้า ใครยังอยู่ระดับ
    ผู้บริหารปฏิบัติการ ควรจะให้ผ่านกระบวนการ
    เพื่อเป็นผู้บริหารชำนาญการให้ได้ ไม่เช่นนั้น ก็
    ไม่ควรจะให้มี เพราะทำตามสั่งอย่างเดียว
    ผู้บริหารทุกคนต้องผ่านกระบวนการ
    ประเมินก่อนได้รับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
    ประเด็นที่ 2 ต่อข้อเสนอว่า ใบประกอบ
    วิชาชีพที่ผู้บริหารการศึกษาปัจจุบัน จะ
    ได้รับนั้น ค่อนข้างไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้
    น่าจะให้ทุกคนผ่านกระบวนการทดสอบ
    การทดสอบไม่จำเป็นต้องส่วนกลาง อาจ
    จะเป็นระดับจังหวัดหรืออำเภอ โดยตั้ง
    เป็นคณะกรรมการทำการประเมิน หากยังขาด
    คุณสมบัติบางส่วน ไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานที่
    กำหนดในด้านใด ควรจะมีหน่วยงาน ซึ่งอาจ
    จะเป็นสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ทำหน้า
    ที่ให้การอบรมเพื่อเติมเต็ม หากผ่านกระบวน
    การเติมเต็มแล้วยังไม่ผ่าน คงต้องพิจารณา
    ว่าจะให้เป็นผู้บริหารต่อหรืออย่างไร
    ผู้บริหารต้องมีชั่วโมงสอนควรมี
    องค์กรวิชาชีพองค์กรเดียว
    ประเด็นที่ 3 ขอสนับสนุนความเห็นที่ว่า
    ผู้บริหารต้องมีชั่วโมงสอน ในผลการวิจัย
    บอกว่า จะให้เด็กเป็นคนเก่งและคนดี
    แบบอย่างความเป็นคนดีเป็นของผู้บริหาร
    ดังนั้น คงจะต้องมีชั่วโมงสอนจะสอนใน
    รูปแบบใดขึ้นอยู่ในดุลยพินิจ ประเด็นที่ 4
    องค์กรวิชาชีพ มีความเห็นว่าน่าจะเป็น
    องค์กรเดียวกัน เพราะคุณสมบัติของครูและ
    ผู้บริหาร จะมีส่วนหนึ่งที่เหมือนกัน หาก
    กำหนดให้ผู้ที่จะเป็นผู้บริหารต้องผ่าน
    คุณสมบัติของการเป็นครูมาก่อน
    การกำหนดช่วงอายุของบันไดอาชีพแต่ละระดับ
    ควรคำนึงถึงอายุของผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งผู้
    บริหารและการที่จะพัฒนาตนเองของผู้บริหารด้วย
    แต่ผู้บริหารต้องมี คุณสมบัติพิเศษอย่างไร
    จึงจะไปเป็นผู้บริหารมืออาชีพได้ และประเด็น
    สุดท้าย การกำหนดช่วงอายุของบันไดอาชีพผู้
    บริหารการศึกษา ในการประเมินแต่ละระดับ
    คงต้องคำนึงถึงอายุของผู้ที่จะเข้าสู่วงการผู้
    บริหารด้วย ในกรณีที่เข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหาร
    อายุยังน้อย ช่วงเวลาในการพัฒนาตามระดับ
    ขั้นของบันไดอาชีพ ประมาณ 18 ปีนั้น ช่วงเวลา
    ที่เหลือก่อนเกษียณอายุทำอย่างไร จะมีพัฒนาการ
    หรือมีการพัฒนาอย่างไร เพราะค่อนข้างเป็นห่วง
    ว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว ผู้บริหารจะหยุดการพัฒนา
    ตนเอง ซึ่งมี ตัวอย่างให้เห็นทั้งในมหาวิทยาลัย
    และโรงเรียน อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการพัฒนา
    ตนเองของครูและผู้บริหาร เป็นเรื่องที่ครูและ
    ผู้บริหารจะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
    เงินเดือนผู้บริหารควรมากกว่าเดิม ควรจะพัฒนาตัวเองทั้งด้านจิตใจ และวิชาการ
    ต้องใจกว้างที่จะรับอะไรหลาย ๆ อย่างได้ แม้
    กระทั่งการเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งนี้ เงินเดือนควร
    จะต้องพอใช้ เงินเดือนน่าจะต้องมากกว่าเดิม

    ดร. ประยูร ศรีประสาธ์น
    มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

    หน้าที่หลักของ ผู้บริหารที่ควรมีคือ
    งานพัฒนาครูและพัฒนาวิชาการ
    ขอเสนอความคิดเห็นว่า ผู้บริหารมีความ
    สำคัญมาก และโดยหน้าที่หลักของผู้บริหาร
    ตามปรัชญาแล้ว ควรจะมีหน้าที่หลัก 2 ประการ
    คือ 1) พัฒนาครู และ 2) พัฒนาวิชาการ
    ดังนั้น การเป็นผู้บริหารการศึกษา หรือ
    สถานศึกษา ควรจะมีคุณสมบัติสูง หรือ
    คุณวุฒิสูงกว่าผู้เป็นครูโดยทั่วไป เพราะ
    การที่จะไปพัฒนาครู
    ผู้บริหารจะต้องมีคุณสมบัติและคุณวุฒิ
    สูงกว่าครู อย่างน้อยวุฒิต้องปริญญาโท
    หรือมีประสบการณ์เทียบเท่า
    หรือจะไปทำหน้าที่สอนครูให้ปฏิบัติงาน
    ดีขึ้นนั้น ถ้ามีคุณวุฒิเท่ากับครู ก็จะขาด
    การยอมรับและความเชื่อถือ จึงเสนอว่า
    ผู้บริหารจะต้องมีคุณสมบัติ และคุณวุฒิสูง
    กว่าครู อย่างน้อยที่สุดควรจะมีวุฒิปริญญาโท
    หรือมีประสบการณ์เทียบเท่า สำหรับ
    ประสบการณ์นี้ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน
    จากผลการวิจัยของสำนักงานคณะกรรม
    การการศึกษาแห่งชาติ ค่อนข้างชี้ชัดว่า
    ประสิทธิภาพของการบริหารสถานศึกษา
    หรือการศึกษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์
    ผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารนาน ๆ
    กลับมีประสิทธิภาพในการบริหารไม่ดี
    ไม่ควรมีใบประกอบวิชาชีพประเภท
    ถาวร เพราะผู้บริหารจะไม่พัฒนาตนเอง
    ช่องทางสำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการประเมิน
    จะเป็นเช่นไร
    ประการที่ 2 เห็นว่าใบประกอบอาชีพผู้บริหาร
    ควรจะมีระยะเวลา อย่าให้เป็นการถาวร เพราะ
    ภาพจากการวิจัยดังกล่าว ชี้ชัดว่าผู้ที่เป็นผู้บริหาร
    นาน ๆ ไม่ค่อยพัฒนาตนเอง ดังนั้น จะต้องให้
    เกิดการ ตื่นตัวอยู่เสมอ มีการประเมิน แต่
    ประเด็นที่งานวิจัย ฉบับนี้ยังไม่ชัดเจน คือ
    หากไม่ผ่านการประเมินแล้ว จะไปอยู่ตรงไหน
    และจะต้องทำอย่างไร ซึ่งถ้าไม่ผ่าน การ
    ประเมินจริง ๆ จะต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม
    เมื่อพัฒนาแล้วยังไม่ผ่านการประเมินอีก
    เขาจะไปอยู่ช่องทางไหน คงต้องมีความ
    ชัดเจนในประเด็นนี้
    องค์กรวิชาชีพควรเป็นองค์กรเดียว
    แต่แยกส่วนการทำงานระหว่างครู
    และผู้บริหาร
    ประการที่ 3 องค์กรวิชาชีพผู้บริหาร ขอเสนอ
    ให้อยู่ในองค์กรเดียวกัน แต่แยกส่วนกันทำงาน
    ระหว่างครูและบริหาร ด้วยคาดว่าการประสาน
    งานภายในองค์กรเดียวกัน น่าจะมีประสิทธิภาพ
    กว่าอยู่คนละองค์กร เพราะการออกคุณสมบัติ
    เกี่ยวกับวิชาชีพผู้บริหาร คงต้องพิจารณาคุณ
    สมบัติของวิชาชีพครูด้วยว่า มีความสัมพันธ์
    กันมากน้อยเพียงใด ประเด็นที่ 4 จากผลการวิจัย
    ปรากฏว่า ผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่ไม่ค่อย
    ให้ความสนใจกับงานพัฒนา วิชาการ หรือ
    บริหารงานวิชาการมากนักนั้น คิดว่าเป็น
    ความจริง เพราะว่าการบริหารงานวิชาการ
    ถ้าทำไม่ดีอย่างไรก็ไม่มีผลกระทบต่อตำแหน่ง
    หน้าที่การงาน และการบริหารงานธุรการ
    มีผลกระทบมากกว่า
    การใช้ระบบบริหารราชการมาเป็นตัวกำกับ
    การบริหารการศึกษา ทำให้ผู้บริหารไม่ให้
    ความสำคัญกับงานพัฒนาวิชาการ
    แต่สิ่งที่มีผลกระทบมากเช่นกัน คือ การใช้
    ระบบบริหารราชการมาเป็นตัวกำกับการบริหาร
    การศึกษา ซึ่งในประเด็นนี้ แนวการปฏิรูปการศึกษา
    ใหม่ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ หรือตามโครงสร้าง
    ของระบบกระทรวงศึกษาธิการใหม่ คงจะต้องพัฒนา
    ระบบบริหารการศึกษาของเราให้มีระบบเฉพาะ ที่จะ
    เอื้อต่อผู้บริหารสถานศึกษาหรือตัวบุคลากรทางการศึกษา
    ให้ทำหน้าที่ทางด้านวิชาการ หรือทางด้านการศึกษาได้
    อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าไปอิงระบบราชการ หรือระบบ
    บริหารราชการแผ่นดินเดิมมากนัก เพราะหากยังใช้ระบบ
    บริหารราชการแผ่นดิน หรือระบบราชการแบบเดิม ๆ ถึง
    แม้จะมีใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหาร
    สถานศึกษาก็คงจะไม่เน้นความสำคัญของการบริหารงาน
    วิชาการหรือการพัฒนางานวิชาการมากนัก

    นายศักรินทร์ สุวรรณโรจน์
    ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาระบบบริหารงานบุคคล
    สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู

    ควรมีองค์กรวิชาชีพองค์กรเดียว เรียกว่า
    สภาวิชาชีพ แต่แบ่งส่วนกันรับผิดชอบ
    มีข้อสังเกตและข้อเสนออยู่ 5 ประเด็น คือ
    ประเด็นที่ 1 องค์กรวิชาชีพตามมาตรา 53
    ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ กำหนดให้ผู้ที่
    จะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ไม่ใช่มี
    เฉพาะครู ผู้บริหารสถานศึกษา หรือผู้บริหาร
    การศึกษาเท่านั้น จะมีบุคลากรทางการศึกษาอื่นอีก
    ดังนั้น หากแยกกันหลายองค์กร เช่น องค์กรครู
    องค์กรผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา
    และ องค์กรบุคลากรการศึกษา เป็นต้น การที่
    กำหนดอะไร ต่าง ๆ จะไม่ตรงกัน และยุ่งยาก
    ในการประสานงาน
    ดังนั้น ขอเสนอว่าควรเป็นองค์กรเดียว
    ภายใต้องค์กรที่เรียกว่า สภาวิชาชีพ
    เสนอให้ปรับปรุง คุรุสภาใหม่เป็น
    องค์กรวิชาชีพ
    แต่อาจจะต้องแบ่งส่วนที่รับผิดชอบ คือ ให้มีผู้เชี่ยวชาญ
    หรือเจ้าหน้าที่ ที่ต้องดูแลรับผิดชอบแต่ละส่วนทั้งการ
    ออกใบประกอบวิชาชีพ การกำหนดมาตรฐาน การกำกับ
    ดูแล การส่งเสริมและพัฒนา ส่วนประเด็นที่ว่าสภาวิชาชีพ
    คือใคร เสนอว่า คุรุสภา แต่ ปรับปรุงใหม่ ประเด็นที่ 2
    เห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่อง บัญชีเงินเดือน แต่เป็นห่วงว่า
    ใบประกอบวิชาชีพทั้งครูและผู้บริหารนี้
    ทำอย่างไรให้ผู้บริหารและครูในโรงเรียนเอกชน
    ได้รับเงินเดือน/ค่าตอบแทน/สวัสดิการตามที่
    กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. การศึกษา แห่งชาติ
    ครอบคลุมทั้งครูที่เป็นข้าราชการ ครูในโรงเรียนเอกชน
    และครูในกำกับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณี
    ครูในกำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่น่าเป็นห่วง
    บัญชีเงินเดือนสูงเท่าไหร เขาขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาล
    มาจ่ายได้ แต่เอกชน คงจะต้องฝากทางคณะผู้วิจัยว่า
    จะทำอย่างไร ให้ผู้บริหาร และครูในโรงเรียนเอกชน
    เสนอให้ใช้อายุของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
    แทนการแบ่งประเภทเป็นชั่วคราวหรือถาวร
    ได้รับเงินเดือน หรือค่าตอบแทน หรือ สวัสดิการ
    หรือประโยชน์เกื้อกูลอื่น ๆ เหมือนกับที่กำหนดไว้
    ในมาตรา 54 ประเด็นที่ 3 ประเภทของใบอนุญาต
    ประกอบวิชาชีพ ไม่อยากจะให้เรียกว่า ใบประกอบ
    วิชาชีพชั่วคราว แต่เรียกว่ามีอายุกี่ปีแทน อย่าเรียกว่า
    ชั่วคราวหรือถาวร
    เห็นด้วยว่าในระดับแรกให้ใบอนุญาตประกอบ
    วิชาชีพมีอายุ 3 ปี ระดับต่อไปช่วงละ 5 ปี และ
    มีระบบการตรวจสอบและประเมินระหว่างที่
    ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
    ทำนองเดียวกับใบขับขี่รถยนต์ที่ยกเลิก แต่ก่อนก็เคย
    ใช้ใบขับขี่ชั่วคราว แต่เปลี่ยนมาใช้อายุกำกับแทนว่า 1 ปี
    แล้วต่ออายุทีละ 3 ปี และเห็นด้วยว่า ในขั้นแรก
    อาจจะให้อายุสัก 3 ปี ขั้นต่อไป อาจจะช่วงละ 5 ปี
    ไปเรื่อย ๆ ซึ่งระหว่างที่ได้รับใบอนุญาตนั้น ต้องมี
    ระบบเสริม คือ ระบบของการตรวจสอบ และประเมิน
    คุณภาพเหมือนกับ การจราจร คือ กรมการขนส่งทาง
    บกออกใบขับขี่ แล้วมีตำรวจเป็นจราจรคอยดูแลตรวจ
    สอบ เพื่อให้อยู่ในระบบที่เราต้องการ นั่นคือ อาจจะมี
    องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ
    เห็นด้วยกับการให้ใบอนุญาต
    ประกอบวิชาชีพแก่ผู้บริหารใหม่
    และผู้บริหารที่ดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว
    ประเมินคุณภาพตามกฎเกณฑ์ที่องค์กรกำหนดขึ้น
    มีการเสริมระบบการพัฒนาคุณภาพ และในอนาคต
    ต้องมองไปถึงระบบการประกันคุณภาพ ทั้งครูและ
    ผู้บริหาร ประเด็นที่ 4 เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ออกใบ
    อนุญาตประกอบวิชาชีพแก่ผู้บริหารใหม่ และผู้บริหาร
    ที่ดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว ซึ่งผู้บริหารที่ดำรงตำแหน่งอยู่
    แล้วค่อนข้างจะมีปัญหาในเรื่องคุณวุฒิ เพราะจากการ
    ศึกษา วิจัย พบว่า
    ทำอย่างไรจึงจะพัฒนาผู้บริหารปัจจุบัน
    ที่ไม่จบปริญญาตรีให้มีคุณวุฒิตามที่
    กำหนดเป็นเกณฑ์มาตรฐานได้
    ผู้บริหารจำนวนหนึ่งที่ไม่จบปริญญาตรี ขณะเดียวกัน
    ผู้บริหารที่จบปริญญาโทมีน้อยมาก นั่นคือ เราต้องทำ
    อย่างไร ที่ให้ผู้บริหารเหล่านี้ ได้เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน
    ที่เราต้องการ อาจจะต้องใช้ระยะเวลา และอาจจะต้อง
    ประสานกับมหาวิทยาลัย ให้ช่วยดำเนินงานในเรื่องนี้
    จัดรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ ให้เอื้อแก่ ผู้บริหารที่
    อยู่ห่างไกล และไม่มีสถานที่เรียนในพื้นที่ ซึ่งอาจจะทำ
    ในลักษณะการลงทะเบียน และทำงานอยู่ที่ โรงเรียน
    และสามารถเก็บหน่วยสะสมเป็น accredit ประเด็นนี้
    คงต้องพัฒนาไปพร้อมกัน ประเด็นสุดท้ายคือ ผู้บริหาร
    เป็นใครบ้าง หมายรวมถึงหัวหน้าสถานศึกษา ผู้ช่วย
    หัวหน้าหมวดด้วยหรือไม่ เพราะว่าตาม พ.ร.บ. การศึกษา
    แห่งชาติ ผู้ที่จะต้องได้รับใบอนุญาตนี้ คลุมทั้งการศึกษา
    ขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่ และการศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญาตรี
    ก็อยู่ในเขตพื้นที่เหมือนกัน ซึ่งวิทยาลัยอาชีว-ศึกษา หรือ
    วิทยาลัยต่าง ๆ
    ผู้บริหารการศึกษาหมายถึงใครบ้าง จะมีโครงสร้างการบริหารเป็นหัวหน้าฝ่าย
    หัวหน้าหมวดวิชาด้วย ดังนั้น ผู้บริหาร การศึกษา
    ในทีนี้จะหมายถึงใครบ้าง

    นายคมคำ สิงห์ทุย
    โรงเรียนชุมชนบ้านหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น

    มีการถอดถอนหรือยึดใบอนุญาตประกอบ
    วิชาชีพคืนหรือไม่ และเขาเหล่านั้นจะอยู่ที่ไหน
    มีคำถาม 2 ข้อ คือ 1) การออกใบอนุญาตประกอบ
    วิชาชีพทั้งครูและผู้บริหารนี้ จะมีการยึดหรือถอน
    ใบอนุญาตคืนหรือไม่ หากมี ผู้ที่ถูกยึดถอนคืนจะไป
    ที่ไหน หรือให้ออกไปเลย และ 2) ผู้บริหารที่มี
    ประสบ-การณ์ในการบริหารเป็นที่ประจักษ์ของจังหวัด
    ประสบการณ์การบริหารงานดีเด่นของ
    ผู้บริหารจะมีส่วนในการได้รับใบอนุญาตหรือไม่
    เป็นผู้บริหารดีเด่นระดับอำเภอ จังหวัด สปช.
    หรือระดับชาติ ผู้บริหาร เหล่านั้นสามารถใช้ประสบ
    การณ์การบริหาร เพื่อการได้รับใบประกอบวิชาชีพหรือ
    ไม่อย่างไร

    ดร. ฉลอง บุญญานันต์
    ที่ปรึกษาวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล

    ไม่เห็นด้วยกับการเชื่อมโยงใบอนุญาต
    ประกอบวิชาชีพกับเงินตอบแทน
    ขอเสนอ 2 ประเด็น ประเด็นที่ 1 การเชื่อมโยงระหว่าง
    ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพกับเงิน โดยส่วนตัว ไม่เห็น
    ด้วยกับข้อเสนอนี้ เนื่องจากการประกอบวิชาชีพเป็นเรื่อง
    ที่เกี่ยวข้องกับหลักประกันว่า จะมาทำอาชีพนี้อย่างไร
    หากเรามองในกรอบของราชการแล้ว จะไปติดยึดอยู่กับ
    ว่าจะต้องมีเงินตอบแทน ซึ่งเป็นกรอบเก่า ที่จริงแล้ว
    วิชาชีพไม่ใช่เรื่องราชการอย่างเดียว เป็นเรื่องของเอกชน
    ด้วย เขาจะทำได้ก็ต่อเมื่อ มีหลักประกันในเรื่องของการ
    ประกอบอาชีพ เพราะฉะนั้น คนละเรื่องกับใบประกอบ
    วิชาชีพ ตัวอย่างเช่น หมอก็ไม่ได้มีการกำหนดว่าจะต้อง
    มีเงินเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องคุณสมบัติที่คิดว่าเป็น
    คุณภาพที่เขาจะทำงานได้ เป็นต้น
    ต้องหาวิธีการเชื่อมโยงระหว่างใบอนุญาต
    ประกอบวิชาชีพกับคุณภาพการศึกษา
    ประเด็นที่ 2 เรื่องของการเชื่อมโยงระหว่างใบ
    ประกอบวิชาชีพกับ คุณภาพ ต้องหาวิธีที่จะเชื่อม
    โยงให้ได้ เพราะประเด็นของเราไม่ใช่อยู่ที่ใบประกอบ
    วิชาชีพ ประเด็นหลักที่สุด คือ คุณภาพทางการศึกษา
    ถ้ามีแต่ใบประกอบวิชาชีพ แต่ไม่มีคุณภาพทางการ
    ศึกษาก็เหมือนเดิม ดังนั้น ถ้าเรา จัดการในเรื่องของ
    การให้ใบประกอบวิชาชีพไม่ดี ก็คงไม่มีผลต่อคุณ
    ภาพทางการศึกษาแน่นอน
    ทำอย่างไรจึงจะทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับ
    คุณภาพการศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการออก
    ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
    เพราะฉะนั้น คงจะต้องคิดในระบบรวมให้ดีว่า
    เราจะทำให้องค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพทาง
    การศึกษา มาเกี่ยวข้องกับ ใบประกอบวิชาชีพอย่างไร
    โดยเฉพาะสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการสอน บางครั้งเราอาจ
    จะไม่จำเป็นต้องใช้สถาบันที่ประกันวิชาชีพ เป็นผู้ทำงาน
    อย่างเดียวทั้งหมด ไม่จำเป็น ถ้าเขาได้รับการศึกษาอบรม
    จากสถาบันชั้นสูงมาแล้ว มีการกำหนดเป็นคุณสมบัติ
    ถ้าเราจะให้รับรองได้ ก็จะเป็นการแบ่งแรง เป็นการ
    กระจายอำนาจ กระจายอำนาจไปสู่สถาบันที่เกี่ยวข้อง
    กับคุณภาพ เพราะหลักใหญ่เราอยู่ที่คุณภาพ ไม่ใช่อยู่ที่
    การออกใบประกอบวิชาชีพ ออกมาเฉย ๆ ไม่มีประโยชน์

    นายจารุวัฒน์ จันทร์เหลือง
    นักวิชาการศึกษาจากกรรมาธิการการศึกษาและวัฒนธรรม วุฒิสภา

    ให้คุรุสภาเป็นองค์กรวิชาชีพ
    โดยเปลี่ยนระบบโครงสร้างการบริหารใหม่
    เห็นด้วยกับข้อเสนอของ ดร. ประยูร ศรีประสาธ์น
    และขอเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์กรวิชาชีพคือ คุรุสภาว่า
    ให้เปลี่ยนระบบโครงสร้างการบริหารใหม่ และไม่เห็นด้วย
    ที่จะให้มีกรรมการจากตัวแทนครู ตัวแทนผู้บริหารสถานศึกษา
    และผู้ทรงคุณวุฒิ
    องค์ประกอบของคณะกรรมการให้มี
    การเลือกตั้งเหมือนการเลือกตั้ง สส.
    โดยแต่ละจังหวัดเลือกผู้แทนครู 1
    ผู้แทนผู้บริหาร 1 และมีคณะกรรมาธิการ
    ดูแลเรื่องการพัฒนา วิชาชีพ จรรยาบรรณ
    และมาตรฐานวิชาชีพ มีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษา
    แต่ขอเสนอให้มีการเลือกเหมือนการเลือกตั้ง
    ผู้แทนราษฎร คือ ประเทศไทยมี 76 จังหวัด ให้ครู
    แต่ละจังหวัดเลือกตัวแทนหนึ่งคน ตัวแทนครู 1 คน
    ตัวแทนผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน มาเป็นสมาชิกสภา
    ที่คุรุสภาใหม่ แล้วให้มาดูแลงานในกรุงเทพ มหานคร
    และให้มีคณะกรรมาธิการ ที่จะดูแลเกี่ยวกับการพัฒนา
    วิชาชีพ จรรยาบรรณ และมาตรฐานของ คุรุสภา และ
    ให้ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษา ประเด็นที่ 2 คือ การพัฒนา
    วิชาชีพของครูหรือผู้บริหาร ขอเสนอให้ศึกษาแนวทาง
    จาก 3 องค์กร ได้แก่ เนติบัณฑิตยสภา ซึ่งมีเกณฑ์มาตรฐาน
    ของการออกใบประกอบวิชาชีพทางด้านกฎหมาย ถ้า
    ไม่ผ่านจะเป็นผู้พิพากษาไม่ได้ ทุกคนต้องยึดตามที่เกณฑ์
    ของเนติบัณฑิตยสภา
    ให้ศึกษากรณีตัวอย่างการพัฒนาวิชาชีพ
    ของครูหรือผู้บริหารจาก 3 องค์กร คือ
    เนติบัณฑิตยสภา สภาทนายความ และกองทัพ
    สำหรับ จรรยาบรรณ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ
    สภาทนายความ จะมี คุณภาพในการควบคุม
    ดูแลมรรยาทของทนายความ ไม่ให้นอกลู่นอกทาง
    เช่น ทนายความคนไหนติดยาบ้าหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งผิด
    กฎหมาย จะถูกถอดถอนไม่ให้มีใบอนุญาต เป็นต้น
    ส่วนทางด้านบริหาร องค์กรที่ควรศึกษาคือ กองทัพ
    มีการพัฒนาผู้บริหารได้ดีมาก คือ การจะเป็นผู้บังคับ
    บัญชาแต่ละระดับ จะต้องผ่านหลักสูตรที่กำหนด ถ้า
    ไม่ผ่านก็ไม่สามารถเลื่อนระดับไปเป็น ผู้กำกับ
    ผู้บังคับบัญชาได้ ดังนั้น จึงขอเสนอให้ศึกษา 3 หน่วยงาน
    ที่ดูแลเรื่ององค์กรวิชาชีพนี้มาพิจารณาประกอบในการที่
    จะสร้างผู้บริหาร จะสร้างครูรูปแบบใหม่ หรือครูยุคใหม่

    ดร. เมธี ปิลันธนานนท์
    มหาวิทยาอัสสัมชัญ

    หน่วยงานที่รับผิดชอบอาจปรับคุรุสภา
    เป็นองค์กรชื่อใหม่ เปลี่ยนโครงสร้าง
    การบริหารใหม่ หรือตั้งหน่วยงานใหม่
    เป็นสภาวิชาชีพ มีองค์ประกอบ เป็น
    คณะกรรมการครู คณะกรรมการผู้บริหาร
    ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับผู้อภิปรายหลายท่านเกี่ยวกับ
    หน่วยงานรับผิดชอบ คุรุสภาชื่อเสียงและภาพพจน์ ไม่ดี
    เพราะฉะนั้น ถ้าจะใช้ชื่อเดิมคงต้องใช้เวลานานกว่าจะแก้
    ภาพพจน์ได้ และผมค่อนข้างจะเห็นด้วยว่า ถ้าเป็นไปได้
    อาจจะแปลงหรือสร้างขึ้นมาใหม่จะดีกว่าหรือไม่ เป็นสภา
    วิชาชีพครูและผู้บริหาร หรือสภาวิชาชีพทางด้านการศึกษา
    แทนคุรุสภา และในองค์ประกอบของหน่วยงานที่จะตั้งขึ้น
    ให้เป็นคณะกรรมการครู คณะกรรมการ ผู้บริหาร ไม่ต้อง
    ใส่คำว่า "ข้าราชการ" เพราะต้องหมายรวมถึงครูและผู้บริหาร
    ของเอกชนด้วย ส่วนในเรื่อง คุณลักษณะของผู้ที่จะ
    ได้รับใบอนุญาตนั้น ถ้าเรามองในเชิงศาสตร์ทางด้านการ
    บริหาร ประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก คือ การวางแผน ซึ่ง
    เป็นหลักใหญ่สำหรับการบริหารงาน
    คุณลักษณะที่สำคัญที่สุดของผู้บริหาร
    คือ ต้องเป็นนักวางแผน ที่ดี มีวิสัยทัศน์
    และมีความสามารถในการสื่อสารได้ดี
    เพราะฉะนั้น คุณลักษณะสำคัญที่สุดคือ ต้องเป็น
    นักวางแผนที่ดีก่อนที่จะพูดถึงเรื่องของความสำคัญ
    ทางด้าน วิชาการ ถ้าไม่เป็นนักวางแผนที่ดี งานวิชาการ
    จะพัฒนายาก และสิ่งสำคัญสำหรับนักบริหารในอนาคต
    อีกประการ คือ ต้องมีวิสัยทัศน์ และมีความสามารถใน
    การสื่อสาร ได้ดีทางด้านภาษา อย่างน้อยมากกว่าภาษาไทย
    สำหรับคุณสมบัติของผู้บริหารนั้น คงต้องมีการพัฒนาหลัก
    สูตรต่าง ๆ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับผู้บริหารมากขึ้น

    ดร. อเนก หิรัญรักษ์
    รองคณบดีฝ่ายวิชาการ
    คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ควรใช้คำอื่นแทน คำว่า "ชั่วคราว" เห็นด้วยกับผู้เข้าร่วมสัมมนาหลายท่านเกี่ยวกับคำว่า
    "ชั่วคราว" น่าจะใช้คำอื่นแทน
    ไม่เห็นด้วยที่จะให้ใบอนุญาตประกอบ
    วิชาชีพประเภทแรกแก่ ผู้บริหารทุกคน
    ควร มีวิธีการประเมินที่ ไม่ใช่การสอบ
    และประเด็น ที่คิดว่าจำเป็นต้องมีคือ กระบวนการคัดสรรหรือ
    ประเมินผู้ที่จะเข้ามา ไม่ใช่ว่าใครเป็นผู้บริหารแล้ว
    ได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพประเภทแรกนี้ทุกคน
    ประเด็นนี้ค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย แต่วิธีการประเมิน
    ไม่อยากให้เป็นการสอบ ส่วนจะใช้การคัดสรรวิธีใด
    คงต้องพิจารณาอีกครั้ง
    คุณวุฒิในระยะแรกควรเป็นระดับปริญญาตรี
    น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่าการกำหนด
    ให้เป็นระดับปริญญาโท
    อาจจะให้การให้บุคคลที่เป็นที่ยอมรับใน
    วงการศึกษารับรองสัก 2-3 คน ก็ได้ ส่วนประเด็น
    เรื่อง คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารการ
    ศึกษานั้น คิดว่าคุณวุฒิในขั้นต้นจากข้อเสนอให้เป็น
    ปริญญาโทนั้น น่าจะเป็นระดับปริญญาตรี คงต้อง
    เอาสถิติมายืนยันกันว่า ขณะนี้
    จะต้องสร้างกระแสและความเข้าใจ
    เรื่องการมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
    เพื่อสร้างคุณภาพการศึกษา ส่วนเงิน
    เดือนและค่าตอบแทนเป็นสิ่งที่ตามมา
    ผู้บริหารมีคุณวุฒิอะไร และเป็นไปได้มากน้อยเ
    พียงใดหากกำหนดให้มีคุณวุฒิปริญญาโท ทั้งในแง่ของ
    เวลาและจำนวนคน ส่วนอายุกับเพศนี่ไม่ต้องกำหนด
    และประเด็นที่สำคัญคือ เรื่องเงินเดือน ทำอย่างไร จึง
    จะสร้างกระแสและปลุกระดมเรื่องการมีใบประกอบ
    วิชาชีพนี้ เพิ่มขึ้น เพื่อคุณภาพการศึกษา ไม่ใช่ว่ามีใบ
    ประกอบ วิชาชีพ เพื่อจะได้เงินเดือนเพิ่ม คิดว่าไม่ใช่
    แต่เป็นการสร้างบรรยากาศว่าเงินเดือนเป็นสิ่งที่ติดตามมา
    บันไดอาชีพ 5 ขั้น น่าจะพิจารณาควบคู่
    กับภารกิจช่องทางสำหรับผู้ที่ ไม่ผ่านการ
    ประเมินระหว่างขั้นบันไดอาชีพจะเป็นอย่างไร
    ไม่ใช่ว่าทำเพื่อจะได้เงินเดือน ส่วนประเด็นที่
    ไม่ค่อยชัดเจนใน ข้อเสนอคือ บันไดอาชีพ 5 ขั้น ตั้งแต่
    ปฏิบัติการ ชำนาญการ เชี่ยวชาญ เชี่ยวชาญพิเศษ ถึง
    ผู้ทรงคุณวุฒิ น่าจะควบคู่กับภารกิจของผู้บริหารด้วย
    นอกจากนี้ ในการเลื่อนระดับขั้นของผู้บริหาร หาก
    รับการประเมินหลายครั้งแล้ว ยังไม่ผ่านจะเป็นอย่างไร
    จะอยู่ในระดับนั้นตลอดไปใช่หรือไม่ และประเด็นสุดท้าย
    คำว่า "ตรวจสอบกับประเมิน" เป็นคำที่คนไทยรับไม่ค่อย
    ได้ หรือไม่ค่อยอยากจะรับ ดังนั้น มีคำหรู ๆ กว่านี้แทน
    ได้หรือไม่

     

    buttombar

    line