น่าจะเติมเต็มในสาระเกี่ยวกับวิชาชีพ
และมีความชัดเจนในโครงสร้างขององค์กร
วิชาชีพ รวมทั้ง จรรยาบรรณวิชาชีพและ
วิธีการกำกับจรรยาบรรณ |
งานวิจัยฉบับนี้มีเนื้อหาที่สมบูรณ์ หากได้รับการ
เติมเต็มในประเด็นหลัก ๆ 3 เรื่อง ซึ่งปรากฏในงานวิจัย
น้อยไป ได้แก่ 1) เรื่องวิชาชีพ เราต้องยอมรับว่า การ
ที่พูดถึงใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นครูหรือ
ผู้บริหารการศึกษา แสดงว่า เราเริ่มนำเอาแนวคิดเรื่อง
ของวิชาชีพ เรื่องของการพัฒนาวิชาชีพให้เข้มแข็งมา
ใช้มากขึ้น 2) เรื่องโครงสร้างขององค์กรที่จะเข้า มาเป็น
ผู้กำกับดูแลวิชาชีพ และ 3) เรื่องจรรยาบรรณ ของวิชาชีพ
สำหรับวิชาชีพนั้น เราต้องยอมรับว่า ถ้ามี ความเป็นวิชาชีพ
แสดงว่า เป็นอาชีพซึ่งต้องใช้ องค์ความรู้เฉพาะทาง
ซึ่งตามมาตรา 52 และ 53 ของ
พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติได้กล่าวถึงวิชาชีพครูและ
ผู้บริหารการศึกษา ข้อที่น่าสังเกตและควรพิจารณา
คือ เจตนารมณ์ของกฎหมายข้อนี้ ถือว่า 2 วิชาชีพนี้
คือ วิชาชีพเดียวกันหรือคนละวิชาชีพ และองค์กร
วิชาชีพหรือสภาวิชาชีพจะแยกเป็น 2 องค์กรวิชาชีพ
หรือองค์กรเดียว ถ้าเราใช้หลักของ องค์ความรู้เฉพาะ
ทาง วิชาชีพครูค่อนข้างชัดเจน ส่วนวิชาชีพผู้บริหาร
การศึกษา ก็ค่อนข้างจะเป็นที่ยอมรับว่า ผู้ที่เป็นผู้
บริหารการศึกษา ควรจะมีองค์ความรู้ทางวิชาชีพ
ครูอยู่ด้วย และถ้าเป็นครู ก็ควรจะต้องมีการศึกษา
องค์ความรู้ทางการบริหารการศึกษาโดยเฉพาะ
ทั้งนี้ อาจจะเป็นปริญญาตรี ปริญญาโท
รับการฝึกอบรม หรือใช้ประสบการณ์ก็ได้
|
เสนอให้มีองค์กร วิชาชีพองค์กรเดียวรับผิดชอบ
เรื่องการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
แต่บริหารจัดการแยกกันระหว่างครูกับผู้บริหาร |
ดังนั้น จึงขอเสนอ ให้มีองค์กรวิชาชีพที่รับผิดชอบ
เรื่องการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพองค์กรเดียว
แต่บริหารจัดการแยกเป็น 2 ส่วนที่ชัดเจน ส่วนเรื่อง
การกำหนดจรรยาบรรณ จริง ๆ แล้ว ถือว่าเป็นเรื่อง
ของ มาตรฐานวิชาชีพ มาตรฐานวิชาชีพทุกวิชาชีพ
เรียกว่า จรรยาบรรณ เช่นมาตรฐานวิชาชีพแพทย์
เขาเรียกว่า จรรยาบรรณแพทย์ เป็นต้น
|
องค์กรวิชาชีพเป็นผู้กำหนดจรรยาบรรณ
หรือที่เรียกว่า มาตร-ฐานวิชาชีพ และ
ผู้บริหารควรเป็นผู้กำหนดจรรยาบรรณผู้บริหาร
ครูควรเป็นผู้กำหนดจรรยาบรรณครู |
และการกำหนดเรื่องของจรรยาบรรณ ตามหลัก
ต้องให้องค์กรวิชาชีพเป็นผู้กำหนด และผู้ที่จะ
กำหนดจรรยาบรรณของผู้บริหาร ควรจะต้องเป็น
ผู้บริหารการศึกษา ไม่ควรจะให้ครูซึ่งไม่ใช่เป็น
ผู้บริหาร การศึกษามากำหนดจรรยาบรรณให้กับ
ผู้บริหาร จรรยาบรรณของครูก็เช่นเดียวกัน ควรจะ
ให้ครูเป็นผู้กำหนด ดังนั้น ถึงแม้อยู่ในองค์กรเดียว
กัน คงต้องแยกบริหาร เป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่ง
กำหนดจรรยาบรรณของผู้บริหาร อีกส่วนหนึ่ง
กำหนดจรรยาบรรณของครู |
บทบาทหน้าที่หลักขององค์กรวิชาชีพ
คือ กำกับดูแลสมาชิกในวิชาชีพ โดยมี
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และจรรยา
บรรณวิชาชีพเป็นเครื่องมือที่สำคัญ
|
สำหรับบทบาทขององค์กรวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา
ควรมีบทบาทหน้าที่หลัก เฉพาะเรื่องการกำกับดูแล
สมาชิกในวิชาชีพ ซึ่งการกำกับดูแล จะมีเครื่องมือที่
สำคัญ คือ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และ
จรรยาบรรณวิชาชีพ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำกับ จรรยาบรรณ
ซึ่งส่วนนี้ปรากฏในงานวิจัยน้อยไป ไม่มี การกล่าวถึง
วิธีการที่จะกำกับจรรยาบรรณ และมีระดับของการ
กำกับอย่างไร เหมือนกับใบอนุญาตขับขี่รถยนต์
|
วิธีการและระดับของการกำกับจรรยาบรณ
ต้องควบคู่ไปกับการให้ใบอนุญาตประกอบ
วิชาชีพจรรยาบรรณกับวินัยข้าราชการคนละ
เรื่องกัน |
ถ้าใครทำผิดเล็กน้อยอาจจะว่ากล่าวตักเตือน
ผิดมากหน่อยก็พักใบอนุญาต 1 เดือน 6 เดือน
หรือก็ถอนใบอนุญาตชั่วคราว 1 ปี แล้วมาขอใหม
่ได้ ผิดมากขึ้นอาจก็ถอนแล้วไม่ให้มาขอใหม่
เป็นต้น นี่คือเรื่องของการกำกับการใช้ใบอนุญาต
ที่ต้องควบคู่กับเรื่องจรรยาบรรณ เรื่องของจรรยา
บรรณนี้ อย่าไปปะปนกับเรื่องของวินัย ข้าราชการ
ผู้บริหารต่อไปนี้จะมี 2 ส่วนและเป็นสมาชิก |
บรรดากฎระเบียบทั้งที่เจ้าของโรงเรียนเอกชน
หรือรัฐกำหนดให้ข้าราชการปฏิบัติ ถือเป็นกฎ
ที่นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างต้องทำ |
องค์กรวิชาชีพเดียวกัน โดยส่วนหนึ่งคือ
ผู้บริหารในกระทรวง องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น
ซึ่งเป็นของรัฐบาล ฯลฯ อีกส่วนหนึ่งคือ ผู้บริหาร
ในหน่วยงานที่เป็นของ เอกชน บรรดากฎ ระเบียบ
ทั้งหลายที่เจ้าของโรงเรียนกำหนดให้ครูเอกชนทำ
หรือบรรดากฎ ระเบียบที่รัฐบาลหรือกระทรวงกำหนด
ให้ข้าราชการทำ ถือเป็นกฎที่นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้าง
ต้องทำ แต่จรรยาบรรณนั้น เป็นกฎซึ่ง |
จรรยาบรรณเป็นกฎที่องค์กรวิชาชีพ
กำหนดให้สมาชิกทั้ง 2 กฎดังกล่าวจะ
มีทั้งเสริมและคานอำนาจกัน |
องค์กรวิชาชีพกำหนดให้สมาชิกองค์กรวิชาชีพต้องทำ
ไม่เหมือนกัน แต่บางครั้งกฎของวินัยข้าราชการ กฎของ
นายจ้างกับกฎของจรรยาบรรณ อาจจะเสริมกัน แต่
กฎบางข้อจะคานอำนาจกัน จรรยาบรรณนั้น ต้องมี
กฎบางข้อที่จะไปคานอำนาจ ไปช่วยผู้บริหาร หรือ
ครูที่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณ แต่อาจจะขัดกับกฎ
คำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งขัดกับจรรยาบรรณ
บางครั้งผู้บังคับบัญชาหรือเจ้านาย อาจจะสั่งอะไร
ที่ผู้มีอำนาจมีสิทธิ์สั่ง แต่อาจจะขัดกับจรรยาบรรณ
ของครู ซึ่งไม่ทำตามก็ได้ ถ้าตรงนี้จรรยาบรรณครู
หรือผู้บริหารการศึกษา น่าจะช่วยคุ้มครอง ปกป้อง
ประเด็นสุดท้าย องค์กรวิชาชีพผู้บริหารจะไปรับรอง
สถาบันผลิตครูหรือผลิตผู้บริหารหรือไม่
|
โดยทั่วไปองค์กร วิชาชีพจะไม่รับรองสถาบัน
แต่อาจรับรองหลักสูตรได้ |
โดยปกติจะไม่ไปรับรองสถาบัน แต่อาจรับรองเฉพาะ
หลักสูตรได้ แนวที่มีการปฏิบัติอยู่คือ ถ้าหลักสูตร
บริหารการศึกษาปริญญาโท ทบวงอนุมัติแล้ว
ต้องให้องค์กรวิชาชีพ เห็นด้วยอีกชั้นก่อน
ไม่ใช่รับรองสถาบัน แต่เป็นการ รับรองตัวหลักสูตร
ซึ่งประเด็นนี้ มีข้อที่ควรจะอภิปรายร่วมกัน |
ถ้าให้ผู้จบปริญญาโทด้านบริหารการศึกษา
ได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพโดยอัตโนมัติ
ก็ควรให้องค์กรวิชาชีพรับรองหลักสูตรการ
ผลิตผู้บริหารการศึกษา |
คือ ถ้าครูใหม่ ผู้จบปริญญาตรีหรือปริญญาโท
ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเลย หรือจบ
ปริญญาโทด้านบริหารการศึกษาแล้วได้ใบอนุญาต
ประกอบวิชาชีพผู้บริหาร ก็ควรจะให้องค์กรวิชาชีพ
ครูหรือผู้บริหารการศึกษาไปรับรองหลักสูตร กล่าวคือ
ถ้าให้โดยอัตโนมัติควรจะให้รับรอง อย่างไรก็ตาม
เห็นว่า หากทำอย่างนั้นจะไม่คานอำนาจกัน คล้ายกับ
ว่าองค์กรวิชาชีพจะมีอำนาจเหนือสถาบันผลิตครู
อาจจะทำให้วิชาการไม่ก้าวหน้าได้ถ้ามีความเห็น
ที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงเห็นว่าควรจะคานอำนาจกัน
|
หากสถาบันใดไม่ต้องการให้มีการรับรอง
หลักสูตร ผู้จบจะต้องผ่านกระบวนการประเมิน
เพื่อขอรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ |
โดยหากสถาบันผลิตครูสถาบันใดไม่ต้องการ
ให้องค์กรวิชาชีพมารับรองหลักสูตร เมื่อจบ
แล้วต้องมาสอบ เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบ
วิชาชีพภายหลัง สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ
องค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารองค์กร
วิชาชีพ ประกอบด้วย
|
องค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารองค์กร
วิชาชีพ ประกอบด้วย ผู้แทนจากสถาบันผลิต
ผู้ใช้ สมาชิกในวิชาชีพ ผู้รับประโยชน์
และผู้ทรงคุณวุฒิ |
1) บุคลากรที่มาจากสถาบันฝ่ายผลิต (ผลิตครู ผลิตผู้บริหาร)
2) มาจากสถาบันผู้ใช้ครู (นายจ้าง ทั้งในกระทรวงและเอกชน)
3) มาจากสมาชิกในวิชาชีพ (ครูหรือบริหารต้องมาเป็นกรรมการด้วย)
4) มาจากผู้รับประโยชน์ (ผู้ปกครองและชุมชน)
5) มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ
|